อันตรายของ PM 2.5 และการดูแลตนเองให้ห่างไกลปลอดภัย

ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า ปัญหา อันตรายของ PM 2.5 นั้นเป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวันโดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่อากาศแห้ง ค่าฝุ่น PM 2.5 ก็จะเกินค่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด และวิกฤตติดอันดับโลกเลยทีเดียว ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก ๆ อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงได้เลยทีเดียว  

ในประเทศไทยจังหวัดที่พบค่าฝุ่น อันตรายของ PM 2.5 สูง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สมุทรสาคร นครราชสีมา หนองคาย สมุทรปราการ สระบุรี แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น เป็นต้น ท่านสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นได้ที่ Air4Thai ทั้งในรูปแบบแอปพลิเคชันหรือบนเว็บไซต์

โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5  ก็คือ การประกอบกิจการของโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างทั้งขนาดเล็กและใหญ่ การระเบิดหิน การใช้ยานพาหนะต่าง ๆ การเผาไหม้ต่าง ๆ เช่น เผาขยะ เผาวัสดุทางการเกษตร ไฟป่า เป็นต้น ในตอนนี้ก็มีนโยบายการขอความร่วมมือแก้ปัญหาในพื้นที่ คือ งดการเผาในที่เปิดโล่ง ลดการเผาทางการเกษตร การจุดธูป การสูบบุหรี่

 

PM2.5 ส่งผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพ

 

– แสบตา ตาแดง

– กระตุ้นอาการของโรคภูมิแพ้ หอบหืด

– ไอ จาม แน่นหน้าอก 

– ผิวหนังอักเสบ 

– ป่วยมีไข้ ตัวร้อน

– มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ

– อาจทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ได้แก่ มะเร็งปอด ปอดอักเสบ หัวใจขาดเลือด

– มีผลต่อสมอง

 

แนวทางปกป้องตัวเองให้ห่างไกลจาก PM 2.5

– หน้ากากอนามัย รุ่น N95

ฝุ่นผง PM 2.5 มีขนาดอนุภาคที่เล็กมาก ก็เลยทำให้หน้ากากอนามัยแบบปกติทั่ว ๆ ไป ไม่อาจจะคุ้มครองฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนได้อย่างไม่ต้องสงสัย เสนอแนะว่าจะต้องเป็นหน้ากากอนามัยรุ่น N95 จะเป็นการคุ้มครองปกป้องได้ครอบคลุมและยอดเยี่ยมกว่า เนื่องด้วยหน้ากากรุ่นนี้ผลิตขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ในการป้องกัน  ฝุ่นผงและ  PM2.5 โดยตรง

 

– เครื่องฟอกอากาศ ในบ้าน ที่ทำงาน

ฝุ่นผง PM 2.5 ลอยไปทั่วอากาศ การใช้งานเครื่องฟอกอากาศก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดจำนวนของฝุ่นละอองนี้ให้ลดลงได้ในระดับนึง ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ผลิตออกมามากมายราคานานับประการ แนะนำให้เลือกซื้อแบรนด์ที่ได้รับมาตรฐาน รวมทั้งมีคุณภาพ เพื่อความสามารถสำหรับเพื่อการกรองอากาศได้ดีที่สุด และเป็นไปตามที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ระบุหรือโฆษณาไว้

 

– หลบหลีกการออกไปด้านนอก

จริงอยู่ว่ากิจวัตรที่ทำทุก ๆ วันของผู้คนควรมีการออกไปภายนอกบ้านเพื่อดำเนินการ หรือเรียน อะไรต่าง ๆ นานา แต่ว่าหากวันไหนไม่มีธุระแล้วเลือกที่จะอยู่ในบ้าน มันก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดโอกาสสำหรับในการสูดรับฝุ่นละอองเข้าไปภายในร่างกายของพวกเรา

 

ฝุ่น PM 2.5 นั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มันเป็นสิ่งที่อันตรายต่อสุขภาพมาก ๆ เพราะทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพที่กล่าวมาแล้วยังมีการศึกษาวิจัยออกมาเผยแพร่ว่าฝุ่น PM 2.5 สามารถอาจทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกเสื่อมได้ ก่อนวัยได้ เห็นเช่นนี้แล้วก็อย่าลืมดูแลป้องกันตนเองกันให้ห่างไกลจาก ฝุ่น PM 2.5  

  

สนับสนุนโดย    วิธีสมัครหวยออนไลน์

นอนหลับไม่สนิท ปัญหาใหญ่สุขภาพ

นอนหลับไม่สนิท ปัญหาใหญ่สุขภาพ บางบุคคลมีเวลาการนอนสั้น แม้กระนั้นประสิทธิภาพของการหลับได้อาจไม่ดี ซึ่งบางครั้งอาจจะมีต้นเหตุจากจากปัจจัยภายในร่างกายทางด้านกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวพันรวมทั้งการปรับตัวของร่างกาย

ส่วนผู้ที่ชมีเวลาการนอนมาก ๆ แม้กระนั้นตื่นมาแล้วกลับไม่สดชื่น อาจเนื่องมาจากนอนได้เพียงระยะหลับตื้น ๆ หรือตื่นเป็นช่วง ๆ ส่งผลทำให้ลักษณะการทำงานของระบบหายใจ รวมทั้งเส้นโลหิตทำงานมาก ดังนั้นเวลาที่ตื่นมาแล้วกลับรู้สึกเหนื่อย ไม่สดชื่นแทนที่จะรู้สึกแจ่มใสมากกว่านี้

ตอนนี้ผู้เจ็บป่วยหลาย ๆ คน ที่มารับการตรวจร่างกาย กลับพบว่า มีปัญหาความไม่ปกติสำหรับการนอนร่วมด้วยแล้ว นอนหลับไม่สนิท ปัญหาใหญ่สุขภาพ ก็พบได้ทั่วไปมากขึ้นต่อเนื่อง นับว่าเป็นภัยเงียบที่เป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความดันเลือดสูง ป่วยเป็นเบาหวาน โรคสมอง โรคเส้นโลหิตหัวใจ

อาการที่อาจเป็นเพราะเนื่องจากการนอนไม่พอ ซึ่งพบมากในคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น ง่วงหงาวหาวนอนแล้วก็เหนื่อยตอนกลางวัน คุณภาพความนึกคิดความจำลดน้อยลง ความจำสั้น ช่วงกลางคืนครึ่งกลับครึ่งตื่น นอนกรนและหยุดหายใจชั่วครู่ ซึ่งจะต้องได้รับการวิเคราะห์ที่ถูก เพื่อหาต้นเหตุที่ทำให้มีการเกิดอาการดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว

เพราะฉะนั้นการนอนที่ดีไม่ได้นับเป็นเวลาเพียง 8 ชั่วโมงแค่นั้น แม้กระนั้นยังขึ้นกับความลึกของการนอน เพื่อร่างกายและก็สมองได้รับการพักผ่อนหย่อนใจอย่างเต็มเปี่ยม และก็เวลานอน กับตื่นที่ถูกต้อง ไม่สมควรนอนดึกดื่นหรือตื่นสาย

นอนมาก ๆ ทดแทนช่วงเวลาที่ไม่ได้นอนได้จริงหรือ

อย่างที่เรารู้กันดีมาตลอดว่าระยะเวลาหรือปริมาณการนอนที่เหมาะสมที่คนเราควรจะนอนให้ได้ คือ 7-8 ชั่วโมง ก็น่าจะเหมาะสมแล้ว หากฝืนนอนต่อ หรือนอนเกินนี้ก็จะหลับ ๆ ตื่น ๆ เนื่องจากว่าร่างกายก็นั้นได้เก็บพลังงานมากพอแล้วกับความต้องการ หากนอนมากกว่านั้นร่างกายจะตื่นตัวน้อยลง และยิ่งนอนก็อาจจะยิ่งหลับไม่สนิท

หากปริมาณการนอนของเราต่ำกว่า 4 ชั่วโมง จะเท่ากับว่าเราอดนอน และถ้าเป็นเช่นนี้ติดต่อกันนาน 3 วัน คืนที่ 4 หากเข้านอนเมื่อใด ร่างกายจะดูแลตนเองโดยการทำให้คุณหลับลึกไปเลยตั้งแต่เริ่มแรก และถ้ายิ่งหลับได้นานพอ ร่างกายจะค่อย ๆ ซ่อมแซมตนเองและปรับให้คุณกลับมาสู่การนอนแบบปกติได้อีกครั้ง 

แต่หากคุณนอนไม่พอหรือตื่นก่อน 4 ชม. จะทำให้เมื่อเข้านอนอีกครั้งก็จะไม่สามารถทำได้ครบวงจร จะสามารถนอนลึกได้เพียงระยะสั้น ๆ อาจจะรู้สึกสดชื่นในช่วงเวลาสั้น ๆ รวมถึงความจำก็จะแย่ลง

 

อย่างไรก็ตามหากมีโอกาสที่จะได้นอนจนครบชั่วโมงการนอน ก็ควรจะรับโอกาสนั้นไว้ หากอดนอนติดต่อกันเกินสามวัน จะทำให้ร่างกายแย่ลงเรื่อย ๆ และไม่สามารถฟื้นฟูได้อีก

 

สนับสนุนโดย    หวยจับยี่กีเล่นยังไง

น้ำกระชายสด ทำขายรายได้ดีในวิกฤตินี้

โดยสาวร้านสติ๊กเกอร์เขาได้พบเจอกับวิกฤตโควิค 19 ที่ทำยอดขายร้านสติ๊กเกอร์ลดลงอย่างมากเขาก็เลยออกมาหารายได้เสริมทำน้ำกระชายผสมน้ำผึ้ง แล้วก็น้ำมะนาวนี่ถือว่าเป็นน้ำสมุนไพรต้านภัยโควิค 19 ส่งขายตามออนไลน์รายได้ครึ่งหมื่นต่อวันเลยทีเดียว 

นอกจากนี้เอาที่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสนั่นก็คือน้องฝ้ายคนนี้เธอเป็นสาวเมืองสระบุรีเขาได้คิดค้นไอเดียนำกระชายมาสร้างมูลค่าเพิ่มนำเอาไปปั่นเพื่อเป็นน้ำสมุนไพรต้านโควิดน้องฝ้ายยังเล่าให้ฟังอีกว่าเขานั้นได้ดูข่าวว่ากระชายสามารถต้านภัยไวรัส covid-19 ได้แล้วก็เห็นว่าที่บ้านเธอนั้นได้ปลูกกระชายเอาไว้เต็มรอบบ้าน

เนื่องจากนี้น้องฝ้ายก็เลยได้ทำการทดลองผสมลองผิดลองถูกและยังผสมมะนาวกับน้ำผึ้งแท้ลงไปด้วยรับประทานกันในครอบครัวแจกให้ญาติพี่น้องให้ได้ดื่มลองผิดลองถูกอยู่ตั้งนานในที่สุดก็ได้รสชาติที่ลงตัวแล้วก็ได้เริ่มการขายแบบนี้นี่แหละ

ซึ่งน้องฝ้ายเธอก็ได้สาธิตให้ดูถึงวิธีการทำน้ำกระชายให้พวกเราได้เห็นกันเลยขั้นตอนแรกเขาเอาหัวกระชายมาล้างในน้ำสะอาดจากนั้นก็เอาไปหั่นเป็นแว่นๆแล้วนำเอาไปแช่ในน้ำเกลือเพื่อลดกลิ่นแล้วก็ลดรสชาติเฝื่อนงั้นก็นำเอามาปั่นด้วยเครื่องปั่นผสมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยพอปั่นละเอียดแล้วเขาก็นำน้ำกระชายมากรองด้วยตะแกรงเพื่อที่จะแยกกากออกแล้วก็ค่อยใส่น้ำผึ้งแท้และมะนาวลงไปผสมเข้าด้วยกัน

ดังนั้นก็นำเอาไปใส่ขวดแล้วนำเอาไปแช่ตู้เย็นเพื่อเป็นการรักษารสชาติเมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกยิ่งดีขึ้นและมีความอร่อยด้วยในทุกขั้นตอนการทำน้องฝ้ายยังบอกทีว่าเขาจะเน้นไปทางความสะอาดและอร่อยที่สำคัญจะต้องมีประโยชน์

หลังจากทำการขายใน Facebook มาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ปรากฏว่ามียอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมากและในตอนนี้ก็ยังทำไม่ทันยอดที่สั่งมาในแต่ละวันคือยอดที่สั่งมาได้แต่ละวันนั้นประมาณ 200-300 ขวด เขาขายขวดละ 20 บาทเท่านั้นเอง ไม่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 5000-6000 บาทใครที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้เลยที่ Facebook ชื่อว่าหนูฝ้ายสติ๊กเกอร์ 

จากนั้นเราก็มีข้อมูลเกี่ยวกับศึกษาคุณประโยชน์มาฝากกันในช่วงนี้ เมื่อกลางปีที่แล้วทีมวิทยาลัยมหิดล ก็ได้ออกมาแถลงข่าวพบว่าสารสกัดจากกระชายขาวมีสารสำคัญ 2 ตัวโดยสารทั้ง 2 ตัว สามารถลดจำนวนเซลล์ที่ติดเชื้อจากร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ลดลงเหลือศูนย์เปอร์เซ็นได้

นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งการผลิตไวรัสได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย หลายคนก็ยังสงสัยว่าถ้าจะกินกระชายสดเพื่อต้านภัยโควิด 19 ต้องรับประทานขนาดเท่าไหร่ก็คือประมาณครั้งละ250มิลลิกรัม

 

สนับสนุนโดย  วิธีซื้อหวยออนไลน์ lotto

เติมคอลลาเจนให้กับร่างกาย ด้วยการทานเห็ด

คอลลาเจนเป็นโปรตีนประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ กรดอะมิโน (Amino Acid) หลายแบบต่อกัน ซึ่งกรดอะมิโน ที่มีมากที่สุด ที่อยู่ในคอลลาเจน ได้แก่ กรดอะมิโน Glycine, Proline, Hydroxyproline 

คอลลาเจนนั้น เป็นองค์ประกอบหลักของ ผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ แล้วก็เยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย ปฏิบัติภารกิจโดยเป็นตัวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย รวมทั้งเชื่อมเซลล์ทุกเซลล์ภายในร่างกายเข้าไว้ร่วมกัน ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนได้ลดลง และทุก ๆ ปี คอลลาเจนกลุ่มนี้ก็จะหายไปถึงร้อยละ 1.5  นำมาซึ่งการทำให้การเชื่อมต่อของเซลล์เยื่อในร่างกายแย่ลง

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็มีวิธีที่จะสามารถลดอัตราการสลายตัวของคอลลาเจนภายในร่างกายได้ง่าย ๆ โดยการเลือกทานอาหารที่ช่วยให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ในที่นี้เราจะมาแนะนำประโยชน์ของเห็ดที่เกี่ยวกับ                     คอลลาเจน จะเป็นอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย

 

รู้หรือไม่ เห็ดทุกประเภท มีประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน

-เห็ดมีมากมายสายพันธุ์มากยิ่งกว่า 30,000 สายพันธุ์ ทั้ง ๆ ที่กินได้ และกินไม่ได้ ซึ่งรูปร่างของเห็ดจะแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก คือ ก้านเห็ด (Stipe) และส่วนที่สอง คือ ดอกเห็ด (Pileus) 

-สารอาหารในเห็ดมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก มีโปรตีนสูง และไม่มีไขมัน รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารอาหารที่ดีที่ช่วยในการผลิตคอลลาเจนให้กับผิว นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 

-เห็ดเข็มทอง (Golden Mushroom) มีประโยชน์ในการรักษาโรคตับ โรคกระเพาะ การอักเสบของลำไส้แบบเรื้อรัง ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง 

-เห็ดกระดุม  (Champignon Mushroom) ช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และยังสามารถช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดของเราด้วย ช่วยทำให้ร่างกายมีการสร้างภูมิต้านทานต่อโรค

-เห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) มีฤทธิ์เสริมระบบภูมิต้านทานร่างกาย ช่วยกำจัดเซลล์ของมะเร็ง และเนื้องอก ลดปริมาณของระดับน้ำตาลซึ่งอยู่ภายในเลือด รวมทั้งลดอาการโรคภูมิแพ้ และลดระดับความดันเลือดภายในร่างกายได้อีกด้วย

-เห็ดหูหนู ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหูหนูดำ (Wood Ear Fungus) หรือเห็ดหูหนูขาว (Tremella Mushroom)  ทั้งสองจะมีประโยชน์ในด้านของการบำรุงเลือด บำรุงสมอง ลดอัตราการเสื่อมสภาพของเซลล์ร่างกาย มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ช่วยย่อยอาหาร บำรุงผิวพรรณ โดยเฉพาะเห็ดหูหนูขาว ที่มีช่วยกักเก็บความชุ่มชิ้นให้กับผิว ต้านอนุมูลอิสระ สรรพคุณของเห็ดหูหนูขาวจึงจัดเป็นไฟโต ไฮยาลูโรเนด (Hyaluronate) ตามธรรมชาติ 

มาถึงตรงนี้ทุกๆ คน คงจะเห็นแล้วว่าเห็ดนั้นเป็นอะไรใกล้ตัวที่คาดไม่ถึงว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องผิวพรรณ หากจะนึกถึงเมนูสุขภาพก็อย่าลืมลองหยิบเห็ดมาทำอาหารกันดูนะคะ ทั้งอร่อย ทั้งมีประโยชน์ และที่สำคัญหาง่าย ราคาไม่แพงอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    หาเงินจากหวยหุ้น

วิธีง่าย ๆ ป้องกันโรคภูมิแพ้

 

สมัยนี้โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่อาจพบได้บ่อย และเป็นโรคยอดฮิตที่หลายคนก็อาจจะได้พบเจอกันอยู่แล้ว โดยโรคนี้จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้จากสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ เพราะในปัจจุบันโลกของเรานั้นจะเต็มไปด้วย มลภาวะ ฝุ่นควัน สารพิษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อาจก่อให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรามีการทำงานมากขึ้น ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการป่วยได้ง่าย

และเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม โรคภูมิแพ้ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ อาจมีอาการที่เกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ เช่น โรคภูมิแพ้อาหาร โรคภูมิแพ้ผิวหนัง และโรคภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้ว โรคภูมิแพ้อากาศจะเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ดังนั้น วันนี้เรามีวิธีง่าย ๆ มาแนะนำให้สำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้เพื่อป้องกันตนเองจากโรคภูมิแพ้ที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นแล้วแต่เราไม่ทันรู้ตัวก็ได้ ว่าแต่จะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลย

การทำความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ สิ่งสำคัญในการป้องกันตนเองจากโรคอื่น ๆ ไม่ใช่แค่โรคภูมิแพ้ คือการดูรักษาความสะอาดของร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลา โดยหากเราชำระล้างทำความสะอาดร่างกายจะช่วยลดอาการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ ซึ่งการทำความสะอาดร่างกายจะเป็นการล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนร่างกายของเราไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น ควัน มลพิษ หรือแม้แต่เกสรดอกไม้ ก็อาจทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ หลังจากออกไปข้างนอกมาควรอาบน้ำทันทีเพื่อชำระล้างร่างกาย

การใส่เสื้อผ้าที่สะอาดอยู่เสมอ นอกจากการชำระล้างทำความสะอาดร่างกายแล้วนั้น การสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูสะอาด อาจจะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายมีอาการแพ้ได้ เพราะการที่เราออกไปข้างนอกมา สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกอาจจะติดตามเสื้อผ้าเรากลับมาก็ได้ เพราเสื้อผ้าเป็นแหล่งสะสมฝุ่น ควัน เลยก็ว่าได้ ดังนั้น ควรซักทำความสะอาด นำไปตากแดจัดเพื่อฆ่าเชื้อโรคไปในตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าเกิดเชื้อรา วิธีง่าย ๆ เพื่อป้องกันตนเองจากโรคภูมิแพ้คือการสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูสะอาดอยู่เสมอ 

การเลือกรับประทานอาหาร สิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพร่างกายของตนเอง คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีโภชนาการทางร่างกายสูง เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน และภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ซึ่งการที่เราเลือกรับประทานอาหารอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ เพราะสารอาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไป จะเข้าไปช่วยเพิ่มระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การป้องกันตนเองไม่เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ง่าย คือ การเลือกรับประทานอาหารที่สามารถช่วยในเรื่องของการป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะ

 

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ ruay

ดื่มกาแฟบ่อย ๆ เสี่ยงโรคอะไรบ้างนะ

ในสมัยปัจจุบันนี้ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หลายคนเลือกดื่มกันในช่วงเวลาเช้า ๆ เพราะเนื่องจากกาแฟจะช่วยทำให้ร่างกายมีกาเตือนตัวมากขึ้น ปลุกสมอง คลายเครียด และลดอาการเหนื่อยล้าได้ ซึ่งถ้าหากถามหาประโยชน์ของกาแฟนั้น ก็มีมากมายต่อร่างกายเช่นกัน โดยกาแฟจะช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคต่าง ๆ ได้

ไม่ว่าจะเป็น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวาน รวมไปถึง โรคพาร์กินสันได้อีกด้วย เนื่องจากในกาแฟจะมีสารตัวหนึ่ง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อสารคาเฟอีนซึ่งสารตัวนี้จะช่วยเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายของเรานั้นตื่นตัวกระปรี้กระเปร่า และรู้สึกมีพลังในการใช้ชีวิตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่เราดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวันก็อาจมีผลข้างเคียงขึ้นกับร่างกายได้ เพราะกาแฟนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งข้อดีก็มีมากมาย แต่ข้อเสียก็มีมากมายเช่นกัน ไม่ว่าเป็น ทำให้เกิดอาการใจสั่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคอื่น ๆ อีกมากมาย

เพราะการดื่มกาแฟเป็นประจำจึงทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางอย่าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทุกคนก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟได้ เพราะการใช้ชีวิตในการทำงาน เราจึงต้องดึงกาแฟเข้ามาช่วยเพื่อกระตุ้นระบบประสาทให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม วันนี้ เราจะมายกตัวอย่างผลเสียต่อการดื่มกาแฟบ่อย ว่าร่างกายของเราส่งผลเสีย และเสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไรได้บ้าง 

โรคความดันโลหิต รู้หรือไม่ว่าการที่เราดื่มกาแฟมาก ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงขึ้นได้ เพราะในขณะที่เราดื่มกาแฟ หัวใจของเราจะทำการบีบตัว และคลายตัวมากขึ้นภายในเวลาไม่นาน ยิ่งถ้าเราดื่มเยอะ ๆ ดื่มบ่อย ๆ สารคาเฟอีนก็จะเป็นตัวที่เข้าไปกระตุ้น และส่งผลเสียได้มากขึ้นไปอีก

 

โรคไขมันในเลือดสูง หากใครที่อยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงปลอดภัยจากโรค ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟที่ไม่ผ่านการรองรับ เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายของเราเกิดการสะสมคอเลสเตอรอลในเลือดได้ไม่ดี ดังนั้น ผู้ที่ชื่นชอบในการดื่มกาแฟก็ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกายตนเอง ไม่ควรดื่มเกินขนาดที่ร่างกายรับไหว เพราะอาจส่งผลเสีต่อร่างกายได้

 

โรคกระดูกพรุน เนื่องจากในกาแฟจะมีส่วนผสมของคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่เข้าไปเพิ่มการขับแคลเซียมในร่างกายของเราออกมาทางปัสสาวะ เมื่อเราดื่มเข้าไปเยอะเท่าไหร่ คาเฟอีนก็จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมของร่างกาย จึงอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวกับกระดูกได้ ดังนั้น หากผู้ที่มีแคลเซียมในร่างกายไม่เพียง ก็ควรงดการดื่มกาแฟจะดีกว่า 

 

สนับสนุนโดย.  แทงหวย

การลดน้ำหนัก เรื่องง่ายๆแต่ทำจริงๆแสนจะยาก

          หลายคนที่มีน้ำหนักมากมักจะไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองโดยที่คิดว่าตัวเองไม่สวย ไม่หล่อ ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ไม่เข้า พุงยื่นออกมาไม่ดูดี หน้าบาน หน้าอ้วน และไหนจะคำดูถูกจากคนรอบข้างอีกต่างๆนาๆ จนทำให้หมดความมั่นใจไปเลย ดังนั้นคนที่น้ำหนักเกินหลายๆคนจึงมีแพลนที่จะลดน้ำหนักกันอย่างมากหลาย โดยที่แต่ละคนก็จะมีวิธีลดน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไปตามสไตล์ เพศ สมรรถภาพทางร่างกาย อายุและการออกกำลังกายควรออกตามที่ตัวเองถนัด 

           ถ้าพูดถึงการลดน้ำหนักแล้วหล่ะก็จุดประสงค์ก็คือการลดน้ำหนัก แล้วการที่จะลดน้ำหนักทำยังไงมันถึงจะลดหล่ะ คำตอบก็คือ การออกกำลังกาย และการทานอาหารเพื่อสุขภาพนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วการที่จะลดน้ำหนักน้ำหนักได้นั้น จะต้องทำทั้งการออกกำลังกายและการกินอาหารเพื่อสุขภาพไปควบคู่กัน ถ้าหากทำแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนได้ สำหรับการออกกำลังกายนั้นสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นนักกีฬา หรือคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายแนะนำให้เริ่มด้วยการออกกำลังกายเบาๆก่อน ออกกำลังกายแบบไม่รุนแรงต่อร่างกาย ประมาณ 30 นาที

เพื่อให้ร่างกายได้รู้สึกว่าเหนื่อย และได้ใช้กล้ามเนื้อมากขึ้น โดยที่ก่อนเริ่มการออกกำลังกายควรยืดกล้ามเนื้อก่อนเพราะการยืดกล้ามจะทำให้กล้ามเนื้อเราตื่นตัวก่อนและไม่ตึงจนเกินไป ถ้าไม่ยืดกล้ามเนื้อก่อนจะออกกำลังกายหนักๆอย่างต่อเนื่องแล้วหล่ะก็จะทำให้คุณมีอาการปวดขา และอาจจะมีอาการกล้ามเนื้อฉีกได้เลยทีเดียวเชียว โดยที่การออกกำลังกานควรออกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งควรจะทำให้ได้นานถึง 30 นาที การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องคิดมากให้ออกด้วยความสนุกและไม่เครียดนั่นจะช่วยทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้เรื่อยๆนั่นเอง

          การทานอาหารเพื่อสุขภาพนั้นไม่ใช่การที่เราจะกินแต่ผัก หรือการงดอาหารไปเลยเพราะนอกจากจะทำให้เราหิวโดยเปล่าประโยชน์ ยังทำให้เราไม่มีเรี่ยวแรงในการจะทำงานการ และรวมไปถึงทำให้ร่างกายกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่อีกด้วย เพราะฉะนั้นการทานอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่ดีนั้นจะต้องมีการกินอาหารครบ 5 หมู่ ไม่กินของที่มัน และที่สำคัญเลยคือ งดน้ำอัดลม เพราะน้ำอัดลมเป็นน้ำที่มีน้ำตาลมากรวมทั้งไม่มีประโยชน์อีกด้วย สำหรับอาหารที่เหมาะกับสุขภาพก็คือ ธัญพืช

ควีนัว ถั่วอัลมอนด์ ปลาแซวม่อน อกไก่ และไข่ไก่ สำหรับเมนูแนะนำก็คือ อกไก่ย่าง ข้าวผัดแซวม่อน แกงเลียง ข้าวอบธัญพืชกับกุ้งหมักน้ำผึ้งกระเทียม และอาหารจานที่มีอาหารครบ 5 หมู่

 

สนับสนุนโดย.    แทงหวย

เราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไหน ที่มีส่วนผสมของโซเดียมสูง

         เชื่อว่าหลายคนคงทราบถึงอันตรายที่เกิดจากการกินอาหารที่มีโซเดียมมากจนเกินไปกันบ้างแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากร่างกายมีโซเดียมมากเกินไปจะทำให้ได้รับผลกระทบไปถึงการทำงานระบบของระบบไตซึ่งทำให้เสียงต่อการเป็นโรคไตวายได้นั่นเองและแน่นอนว่าเราย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าโซเดียมนั้นเกิดจากการที่เรากินอาหารรสเค็มมากจนเกินไปดังนั้นเราจะมาดูกันว่าอาหารประเภทไหนบ้างที่มีโซเดียมค่อนข้างสูงโดยที่เราจะได้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดังกล่าวเพื่อจะได้เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายของเราเอง

  1. มาม่าหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลักๆที่เชื่อว่าทุกคนต้องมีติดบ้านและกินเป็นอยู่บ่อยครั้งเนื่องจากว่าอร่อยแต่ในขณะเดียวกันในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นก็มีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูงดังนั้นเราจึงไม่ควรต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากจนเกินไปนั่นเอง
  2. ไส้กรอกหรือแม้แต่เบคอน   ทั้งสองอย่างนี้เป็นเนื้อสัตว์ที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและมีการผสมเกลือเข้าไปในปริมาณที่ค่อนข้างเยอะทำให้ไม่ว่าจะเป็นทั้งเบคอนหรือว่าไส้กรอกนั้นค่อนข้างที่จะมีโซเดียมค่อนข้างมากนั่นเอง

3.ขนมขบเคี้ยว  หากใครที่ชื่นชอบกินขนมขบเคี้ยวไม่ว่าจะเป็นขนมเลย์หรือแม้แต่ถั่วลิสงอบเกลือหรืออาจกล่าวได้ว่าขนมขบเคี้ยวเกือบทุกชนิดนั้นค่อนข้างมีปริมาณโซเดียมที่ค่อนข้างสูงดังนั้นเราจึงไม่ควรกินขนมขบเคี้ยวจนเกินไปนั่นเอง 

4.น้ำผลไม้  หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วในน้ำผลไม้ที่เราดื่มเป็นประจำทุกวันเพราะคิดว่าดีต่อสุขภาพนั้นแท้ที่จริงแล้วมีปริมาณโซเดียมข้างเยอะนอกจากโซเดียมแล้วยังมีน้ำตาลเยอะอีกด้วยยกตัวอย่างน้ำผลไม้ที่มีโซเดียมเยอะนั่นก็คือน้ำมะเขือเทศนั้นเองถ้าหากคุณไปดูฉลากที่ข้างกล่องจะเห็นปริมาณโซเดียมที่มีการระบุไว้ว่ามากถึง 280 mg เลยทีเดียว

5.เครื่องปรุงรส   เวลาที่คุณต้องทำอาหารควรจะต้องสั่งเครื่องปรุงรสไม่ว่าจะเป็นผงชูรสหรือพวกซอสต่างๆคุณรู้ไหมว่าบรรดาเครื่องปรุงรสทั้งหลายเหล่านี้ที่ทำให้รสชาติของอาหารของคุณอร่อยนั้นมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างเยอะเช่นเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกลือหรือน้ำตาลในน้ำตาลนั้นโซเดียมจะเยอะมากๆดังนั้นหากเป็นไปได้ในการทำอาหารควรเลือกเครื่องปรุงรสที่มีฉลากระบุว่า low Sodium นั่นเอง 

              นี่คือบรรดาอาหารที่เรานำมาแนะนำให้รู้จักกันว่ามีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูงและเป็นอาหารที่คนค่อนข้างกินกันใหม่และกินกันเยอะซึ่งถ้าหากคุณสามารถลดปริมาณอาหารเหล่านี้ได้ก็จะทำให้ร่างกายของคุณนั้นลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไตวายได้เช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย.    แทงหวย

อาหารที่คนเป็นความดันไม่ควรรับประทาน

เรื่องที่เราจะมาคุยในวันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร3กลุ่มคนที่เป็นความดันโลหิตสูงไม่แนะนำให้ทานพยายามเลี่ยงให้มันน้อยลง

เรื่องแรกเลยจะมาคุยเรื่อง อาหารรสเค็ม ตามกำหนดของwsoก็คือจะกำหนดเอาไว้ว่าในคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูงจะบริโภคเกลือโซเดียมได้ประมาณวันละไม่เกิน2,400มิลลิกรัมต่อวันทีนี้คนที่เป็นโรคความดันโรคหิตสูงจะทานได้อยู่ประมาณวันนึงไม่เกิน1,500มิลลิกรัม

โดย1,500มิลลิกรัมก็คือเกลือประมาณ3/4ช้อนชาถ้าเราลดเค็มลดจาก2,400มิลลิกรัมลงมาได้ให้เหลือประมาณ1,500มิลลิกรัมจะลดความดันโลหิตได้ประมาณ5มิลลิเมตรประหลอดจริงๆแล้วคนเป็นความดันหมอเขาไม่ได้แนะนำให้ปรุงรสอยู่แล้ว

ถ้าคิดจะปรุงรสจริงๆพยายามอย่าให้เกิดนี้เวลาที่เราทำกับข้าวนอกจากเกลือแล้วเราก็จะมีการใช้ซีอิ๊วคุณรู้หรือไม่ว่าซีอิ๊วขาว1ช้อนโต๊ะมีเกลือโซเดียมประมาณ1360มิลลิกรัมน้ำปลา1ช้อนโต๊ะมีอยู่ประมาณ1620มิลลิกรัมแสดงว่าคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงกินน้ำปลา1ช้อนโต๊ะนี่คือเกินแล้วต่อวัน

เมื่อคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงให้จำตัวเลขเอาไว้ไม่เกิน150มิลลิกรัมต่อวันตีเป็นซีอิ๊วขาว1ช้อนโต๊ะถ้าเป็นเกลือก็ประมาณ3/4ช้อนชาคนที่เป้นความดันเราอยากให้ใส่เครื่องปรุงพวกนี้น้อยๆอยู่แล้วแต่ว่าถ้ามันไม่ได้จริงๆให้ใช้พวกซีอิ๊วหรือว่าน้ำปลาที่มันเป็นสูตรลดโซเดียมลง

นอกจากนี้เวลาที่เขาลดโซเดียมลงเขาใช้อะไรแทนเขาใช้เกลือโพรแทสเซียมแทน โดยโพรแทสเซียมเป็นตัวที่ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้มันมีตัวเลขนึงของwsoเช่นกันที่บอกว่าถ้าเกิดว่าเรากินโพแทสเซียม3,500-5,000มิลลิกรัมต่อวันจะสามารถลดความดันโลหิตได้ลดได้ประมาณ5มิลลิเมตรประหลอด

เนื่องจากนี้ในสูตรซีอิ๊วน้ำปลาเหล่านี้ที่ลดลงไปจะมีโพแทสเซียม1ช้อนโต๊ะจะมีประมาณ700มิลลิกรัมเพราะฉะนั้นเราก็จะได้ประโยชน์ตรงนี้มาด้วยไม่ต้องคิดว่าจะต้องปรุงให้เยอะขึ้นเพื่อให้ได้โพแทสเซียมที่เยอะขึ้นเพราะว่าเราก็จะได้โซเดียมติดมาด้วย

เวลาที่เราเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้เราก็อยากจะให้เราอ่านฉลากก่อนที่เราจะซื้อว่ามันมีโซเดียมปริมาณเท่าไหร่ลองเช็คกันดูด้วยจะได้รู้ว่ากินอะไรแล้วได้เกลือเข้าไปเท่าไหร่และตัวเราเองได้รับโซเดียมเข้าไปเท่าไหร่

แต่อีกอย่างหนึ่งนอกจากโซเดียมที่เราอยากจะให้เช็คกคือน้ำตาลและมีคนถามว่าเกลือดำมันใช้ได้ไหมเกลือดำเราไม่รู้ว่าปริมาณโซเดียมมันเป็นยังไงเท่าไหร่แต่ว่ามีเกลืออันหนึ่งที่เราไปดูมาให้ก็คือเกลือหิมาลายันที่มันเป็นเกลือสีชมพูประโยชน์ของเกลือสีชมพูคือว่ามันจะมีแร่ธาตุที่มันเยอะกว่าเกลือขาวธรรมดา

 

สนับสนุนโดย.  แทงหวย

การแปลผลน้ำตาลสะสมในเลือด HbA1C

วิธีการวินิจฉัยโรคเบาหวานที่นิยมมากที่สุดคือการเจาะดูน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารที่คุณหมอเขาจะให้อดอาหาร8ชั่วโมงแล้วมาเจาะเลือดในตอนเช้าแบบนี้ถ้าใครมีน้ำตาลในเลือดเกิน126มิลลิกรัม/เดซิลิตรคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานคคุณหมอจะนัดมาตรวจซ้ำอีกที

ถ้าคุณยังมทีน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่า126มิลลิกรัม/เดซิลิตร2ครั้งก็จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานนั่นเอง ส่วนการตรวจน้ำตาลสะสมหรือ HbA1C ก็จะแตกต่างจากการตรวจน้ำตาลทั่วไปเพราะว่าการตรวจน้ำตาลสะสมจะตรวจน้ำตาลกลูโคสเม็ดเลือดแดงก็คือน้ำตาลที่ไปเกาะกับเม็ดดเลือดแดงนั่นเอง

โดยปกติเม็ดเลือดแดงของเราจะมีอายุประมาณ3เดือนแล้วก็ได้ถูกทำลายลงไปดังนั้นการตรวจน้ำตาลในเม็ดเลือดแดงก็จะเป็นตัวบ่งบอกว่าใน3เดือนที่ผ่านมาว่าน้ำตาลเราสูงไหมหรือพูดง่ายๆดูว่าค่าเฉี่ยน้ำตาลทั้งหมดใน3เดือนที่ผ่านมาน้ำตาลของเราสูงขนาดไหน

ซึ่งจะแตกต่างการเจาะน้ำตาลขณะอดอาหารทั่วไปก็จะดูได้ประมาณ1-2วันที่ผ่านมาว่าน้ำตาลเราสูงหรือเปล่าโดยน้ำตาลสะสมจะมีประโยชน์อยู่สองอย่างด้วยกันก็คือ หนึ่ง วินิจฉัยโรคเบาหวาน สองใช้ติดตามการรักษาคนที่เป็นเบาหวานถ้าใครมีน้ำตาลสะสมหรือว่า HbA1Cมากกว่าหรือเท่ากับ6.5%ก็จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน

ส่วนใครที่มีน้ำตาลสะสมอยู่ระหว่าง5.7-6.4%ก็จะได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานยังไม่เป็นนะเริ่มมีความเสี่ยงส่วนคนปกติก็จะมีค่าน้ำตาลสะสมน้อยกว่า5.7%นั่นเอง สรุปง่ายๆถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ6.5%เป็นเบาหวาน5.7-6.4%เป็นโรคเบาหวานแล้ว้ก็คนปกติก็คือมีค่าน้อยกว่า5.7นั่นเอง

นอกจากนี้อีกประโยชน์หนึ่งของน้ำตาลสะสมก็คือจะใช้ติดตามการรักษาคนที่เป็นเบาหวานนั่นเองโดยปกติจะแบ่งคนเป็นเบาหวานออกเป็นสามกลุ่มด้วยกันคือกลุ่มคนที่เข้มงวดมาก คนที่เข้มงวด และ คนที่ไม่เข้มงวด ในกลุ่มแรกที่เข้มงวดมากก็จะเป็นคนที่เป็นเบาหวานเริ่มแรกยังไม่มีภาวะอะไรแทรกซ้อนต่างๆจำเป็นที่จะต้องมีน้ำตาลสะสมที่น้อยมากๆคือจำเป้นที่จะต้องควบคุมน้ำตาลสะสมในเลือดให้น้อยกว่า6.5%

ส่วนกลุ่มคนที่สองคือ เข้มงวดแต่ก็จะเข้มน้อยลงมากลุ่มคนพวกนี้คือคนที่เป็นเบาหวานเริ่มนานขึ้นแล้วเริ่มมีอายุมากขึ้นแล้วก็จะมีโรคประจำตัวต่างๆอาจจะมีโรคไตโรคหัวใจอะไรเพิ่มขึ้นก็จะเข้มงวดลดลงมาจำเป็นจะต้องลดระดับน้ำตาลลงมาให้น้อยกว่า7%นั่นเอง

เนื่องจากนี้กลุ่มคนที่ไม่เข้มงวดและจะมีใครบ้างที่จะไม่เข้มงวดมากก็คือคนอายุเยอะแล้วหลังจาก70-80ขึ้นไปมีโรคประจำตัวเยอะไม่ว่าจะเป็นโรคตับโรคไตในระยะท้ายๆแล้วอันนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องลดลงมาให้ต่ำมากๆ

 

สนับสนุนโดย.    หาเงินจากหวยหุ้น